Jurisprudential Model

2.2  รูปแบบการเรียนการสอนโดยการซักค้าน  (Jurisprudential Model)



                  วัตถุประสงค์ของรูปแบบ

                           รูปแบบนี้เหมาะสำหรับการสอนสาระที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาขัดแย้งต่างๆ  ซึ่งยากแก่การตัดสินใจ  การสอนตามรูปแบบนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด  รวมทั้งวิธีการในการทำความกระจ่างในความคิดของตน

                  กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ

                           ขั้นที่ 1  นำเสนอกรณีปัญหา
                                       ประเด็นปัญหาที่นำเสนอควรเป็นประเด็นที่มีทางออกให้คิดได้หลายคำตอบ  ควรเป็นประโยคที่มีคำว่า  “ควรจะ…”  เช่น  ควรมีกฎหมายให้มีการทำแท้งได้อย่างเสรีหรือไม่?  ควรมีการจดทะเบียนโสเภณีหรือไม่?  ควรออกฎหมายห้ามคนสูบบุหรี่หรือไม่?  ควรอนุญาตให้นักเรียนประกวดนางงามหรือไม่?  อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน
                                       วิธีการที่นำเสนออาจกระทำได้หลายวิธี  เช่น  การอ่านเรื่องให้ฟัง  การให้ดูภาพยนตร์  การเล่าประวัติความเป็นมา  ครูต้องระลึกเสมอว่าการนำเสนอปัญหานั้นต้องทำให้นักเรียนได้รู้ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับปัญหา  รู้ว่าใครทำอะไร  เมื่อใด  เพราะเหตุใดและมีแง่มุมของปัญหาที่ขัดแย้งกันอย่างไร  ให้ผู้เรียนประมวลข้อเท็จจริงจากกรณีปัญหาและวิเคราะห์หาค่านิยมที่เกี่ยวข้องกัน
                           ขั้นที่ 2  ให้ผู้เรียนแสดงจุดยืนของตนเอง
                                       ผู้เรียนเลือกจุดยืนของตนเองว่าจะเข้ากับฝ่ายใดและบอกเหตุผลของการเลือกนั้น
                           ขั้นที่ 3  ผู้สอนซักค้านจุดยืนของผู้เรียน
                                       ผู้สอนใช้คำถามที่มีลักษณะดังตัวอย่างต่อไปนี้
3.1)      ถ้ามีจุดยืนอื่นๆ  ให้เลือกอีก  ผู้เรียนยังยืนยันที่จะเลือกจุดยืนเดิมหรือไม่  เพราะอะไร
3.2)      หากสถานการณ์แปรเปลี่ยนไป  ผู้เรียนยังจะยืนยันที่จะเลือกจุดยืนเดิมนี้หรือไม่  เพราะอะไร
3.3)      ถ้าผู้เรียนต้องเผชิญกับสถานการณ์อื่นๆ  จะยังยืนยันจุดยืนนี้หรือไม่
3.4)      ผู้เรียนมีเหตุผลอะไรที่ยึดมั่นกับจุดยืนนั้น  จุดยืนนั้นเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหานั้นหรือไม่
3.5)      เหตุผลที่ยึดมั่นกับจุดยืนนั้นเป็นเหตุผลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่หรือไม่
3.6)      ผู้เรียนมีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนจุดยืนนั้นหรือไม่
3.7)      ข้อมูลที่ผู้เรียนใช้เป็นพื้นฐานของจุดยืนนั้นถูกต้องหรือไม่
3.8)      ถ้ายึดจุดยืนนี้แล้วผลที่เกิดขึ้นตามมาคืออะไร
3.9)      เมื่อรู้ผลที่จะเกิดตามมาแล้ว  ผู้เรียนยังยืนยันที่จะยึดถือจุดยืนนี้อีกหรือไม่
                           ขั้นที่ 4  ผู้เรียนทบทวนจุดยืนในค่านิยมของตนเอง
                                       ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนพิจารณาปรับเปลี่ยน  หรือยืนยันในค่านิยมที่ยึดถือ
                           ขั้นที่ 5  ผู้เรียนตรวจสอบและยืนยันจุดยืนใหม่/เก่าของตนอีกครั้งและผู้เรียนพยายามหาข้อเท็จจริงต่างๆ  มาสนับสนุนค่านิยมของตนเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ตนยึดถืออยู่นั้นเป็นค่านิยมที่แท้จริงของตน

                  ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ


                           ผู้เรียนจะเกิดความกระจ่างในความคิดของตนเองเกี่ยวกับค่านิยม  และเกิดความเข้าใจใจตนเอง  รวมทั้งผู้สอนได้เรียนรู้และเข้าใจความคิดของผู้เรียน  ช่วยให้ผู้เรียนมีการมองโลกในแง่มุมกว้างขึ้น  นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจของผู้เรียนด้วย

เอกสารอ้างอิง
ทิศนา  แขมมณี. 2557. ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 18. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

No comments:

Post a Comment